คำถามที่พบบ่อย

  • TOA เป็นบริษัทฯ ที่มีการจัดจำหน่ายผ่านช่องทางค้าปลีก ผลิตภัณฑ์สีทาอาคารและผลิตภัณฑ์สีและสารเคลือบผิวและผลิตภัณฑ์ประเภทอื่น ที่ครอบคลุมมากที่สุดในประเทศไทย ด้วยสัดส่วนทางการตลาดที่สูงถึง 48.7% และนอกจากช่องทางการจัดจำหน่ายภายในประเทศที่แข็งแกร่ง เรายังมีฐานการผลิตที่ครอบคลุมเขตประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ด้วยสัดส่วนทางการตลาด 13.0% ซึ่งเป็นเวลากว่า 55 ปีแล้วที่ TOA เป็นผู้นำในตลาดสีและสารเคลือบผิว ด้วยตราสินค้าและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ซึ่งเป็นที่ยอมรับและมีชื่อเสียง จนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ครองใจผู้บริโภคมาอย่างยาวนาน
  • เรามีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เกรดพรีเมียม ผลิตภัณฑ์เกรดปานกลาง ถึงเกรดอีโคโนมี่ และผลิตภัณฑ์สีทาอาคารอื่น ทำให้บริษัทฯ สามารถตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าในทุกช่องทาง ตั้งแต่ช่องทางค้าปลีก งานโครงการ และสำหรับผู้รับเหมาก่อสร้างต่างๆ ได้อย่างครอบคลุม
  • เรามีกระบวนการผลิตที่ทันสมัย พร้อมทั้งการจัดหาวัตถุดิบจากซัพพลายเออร์ที่ค้าขายกันมาอย่างยาวนาน
  • พร้อมทีมผู้เชี่ยวชาญที่แข็งแกร่งด้านการวิจัย และพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์
  • ในขณะที่คณะผู้บริหารของเรามีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมสีและสารเคลือบผิวมาอย่างยาวนาน
  • TOA มุ่งมั่นขยายธุรกิจที่มากกว่าสีทาอาคาร ผ่านกลยุทธ์การเติบโต ด้วยการเติมเต็มนวัตกรรมแบบครบวงจรหรือ “Total Solution”

ในปี 2020, บริษัทฯ มีจำนวนโรงงานผลิต ทั้งสิ้น 9 โรงงาน ได้แก่ ในประเทศไทยจำนวน 3 โรงงาน และในประเทศเวียดนาม, พม่า, ลาว, กัมพูชา, มาเลเซีย และ อินโดนีเซีย ประเทศละ 1 โรงงาน

TOA มุ่งมั่นในการขยายความแข็งแกร่งของแบรนด์สินค้า จากความสำเร็จอย่างมากในประเทศไทย ด้วยผลิตภัณฑ์ Decorative และ Non-Decorative ที่ได้มาตรฐานและเป็นที่รู้จัก ออกสู่ประเทศสมาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยตั้งเป้าหมายการเป็นบริษัทผู้นำในตลาดผลิตภัณฑ์ Decorative และ Non-Decorative ด้วยกลยุทธ์ “การเติมเต็มนวัตกรรมแบบครบวงจร” หรือ “Total Solution”

ณ สิ้นปี 2562 บริษัทฯ มีจำนวนผู้ค้าปลีกในประเทศไทยเป็นจำนวนมากกว่า 6,000 ร้านค้า

ในประเทศไทย ยอดขายของจังหวัดกรุงเทพฯ สูงกว่ายอดขายเฉลี่ยของต่างจังหวัด

วัตถุดิบในการทำสีที่สำคัญได้แก่ TIO2, ตัวทำละลาย, Resin และ Latex โดยราคาของ TIO2 จะเปลี่ยนแปลงไปตามราคาของ TIO2 ที่ซื้อขายกันในตลาดโลก ขณะที่ ตัวทำละลาย, Resin และ Latex เป็นวัตถุดิบที่ link กับราคาน้ำมัน จึงมีความเคลื่อนไหวตามราคน้ำมันในตลาดโลก

ในปี 2020 – 2022 บริษัทฯ คาดว่าจะมี CAPEX ไม่เกินปีละ 500 ล้านต่อปี

บริษัทฯ มีนโยบายจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 40.0 ของกำไรสุทธิตามงบการเงินเฉพาะหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคลและหลังหักสำรองต่างๆ ทุกประเภทที่กฎหมายและบริษัทฯ กำหนดไว้ในแต่ละปี ทั้งนี้บริษัทฯจะพิจารณาการจ่ายเงินปันผลโดยคำนึงถึงปัจจัยต่างๆเพื่อผลประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้นเป็นหลัก